เนื้อหา

          

                            อาการอย่างไร เรียกว่าวัยทอง

 

            แม้ภาวะหมดประจำเดือนจะไม่ใช่โรค หากก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้ ซึ่งคนที่มีอาการอาการวัยทองของผู้หญิง และผู้ชายนั้นไม่แตกต่างกัน ช่วงอายุวัยทองอยู่ระหว่าง 40-55 ปี และอาการที่พบคือ เครียด  หงุดหงิดง่าย  โกรธง่าย  เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว นอนไม่หลับ เหนื่อยง่าย  มีพละกำลังลง และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน  กระดูกพรุน  ต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะขัด สมรรถภาพลดลง และโรคหลอดเลือด   เป็นต้น จากการมีระดับไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะระดับคอเลสเตอรอลสูง โดยทั่วไปภาวะหมดประจำเดือน หรือ วัยทอง (Menopause) จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อประจำเดือนหยุดไป แต่กลไกทางชีวภาพและอาการอาจเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหลายปี    เนื่องจากการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนจะค่อยๆเริ่มลดลงหลังอายุ 30 ปีขึ้นไป และลดลงทันทีในวัยหมดประจำเดือน โดยระยะแรกๆนั้นระยะเวลาการมีรอบเดือนจะสั้นหรือนานขึ้น มีเลือดประจำเดือนมามากหรือน้อยลง ไม่สม่ำเสมอ สังเกตว่าหากประจำเดือนไม่มาเป็นเวลา 1 ปี จึงจะถือว่าเป็นภาวะหมดประจำเดือนที่สมบูรณ์

           ระหว่างนี้จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจหลายประการ ได้แก่ ช่องคลอดแห้งและฝ่อ ซึ่งเกิดจากเยื่อบุช่องคลอดชั้นนอกสุดบางลง ทำให้เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ กลายเป็นโรคช่องคลอดอักเสบเรื้อรัง ในขณะเดียวกัน เนื้อเยื่อของระบบปัสสาวะตอนล่างจะบางลง ทำให้โอกาสที่กระเพาะปัสสาวะจะติดเชื้อมีมากขึ้น และเกิดปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ แต่อาการที่พบบ่อยที่สุดได้แก่อาการร้อนวูบวาบ (hot flashes) คือมีอาการหนาวๆร้อนๆขึ้นมาทันทีทันใด ส่วนมากจะเป็นบริเวณส่วนบนของร่างกาย บางครั้งหน้าแดงและเหงื่อออก ตามด้วยอาการหนาวสั่น บางคนเป็นบ่อยๆเวลากลางคืน โดยตื่นขึ้นมาในสภาพเหงื่อเปียกท่วมตัว

 

 

ปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อมีอาการร้อนวูบวาบ

  1. ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักตัว เช่น วิ่ง ยกน้ำหนัก หรือเดินเร็ว วันละ 15-20 นาที จะช่วยลดอาการซึมเศร้าและร้อนวูบวาบ เพราะจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟิน นอกจากนี้ยังช่วยลดการเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และกระดูกพรุนได้อีกด้วย
  2. ฝึกโยคะและทำสมาธิ หรือวิธีการผ่อนคลายอย่างอื่น จะสามารถช่วยรักษาอาการซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน และป้องกันอาการร้อนวูบวาบได้ด้วย
  3. แช่น้ำอุ่น 20 นาทีทุกเช้า อาจป้องกันอาการร้อนวูบวาบได้ตลอดทั้งวัน
  4. ใส่เสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าบางเบา อยู่ในที่ที่อากาศเย็น เพราะอากาศร้อนจะทำให้เกิดอาการร้อนวูบวาบได้ง่าย และควรอาบน้ำเย็นก่อนเข้านอน รวมทั้งใช้ผ้าห่มชนิดบาง เพื่อช่วยลดอาการวูบวาบ
  5. รับแสงแดดอ่อนๆตอนเช้า เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดี สำหรับช่วยในการดูดซึมแคลเซียมอย่างเพียงพอ
  6. เลิกสูบบุหรี่ เพราะนิโคตินจะยิ่งเร่งให้ร่างกายมีอาการร้อนวูบวาบได้ง่ายขึ้น
  7. หลีกเลี่ยงอาหารก่อพิษ เช่น กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไวน์ ช็อกโกแลต ชีส และเลี่ยงอาหารรสจัด เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการร้อนวูบวาบมากขึ้น

อาหารลดอาการร้อนวูบวาบ

  1. กินอาหารที่ทำจากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ เทมเป้ แป้งถั่วเหลือง เพราะในถั่วเหลืองมี สารไอโซฟลาโวน (isoflavone) ซึ่งคล้ายเอสโตรเจน จะช่วยชดเชยการขาดเอสโตรเจน และยังช่วยปรับระดับเอสโตรเจนที่ขึ้นๆลงๆให้สมดุลกับโปรเจสเตอโรนด้วย
  2. กินอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม วิตามินซีและวิตามินอี ซึ่งจะช่วยให้กระดูกแข็งแรง และปรับระดับไขมันในเลือดให้สมดุล รวมทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกในเวลากลางคืน และช่องคลอดแห้งได้อีกด้วย
  3. กินอาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันจากพืช เช่น ถั่วแดงหลวง ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา ถั่วแขก เมล็ดพืชต่างๆ เช่น เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน รวมทั้งธัญพืชจำพวกข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์
  4. กินปลาที่มีมันมาก จำพวกปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาทู ปลาซาบะ ปลาสวาย และพุงปลาช่อน สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อเพิ่มกรดไขมันจำเป็นให้ร่างกายนำไปสร้างความชุ่มชื่นแก่ผิวหนัง ช่องคลอด และเยื่อบุช่องคลอด
  5. กินผลไม้รสเปรี้ยว จำพวกส้มต่างๆ แอ๊ปเปิ้ล เชอรี่ พลัม สับปะรด เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอ 

วิตามินสำหรับวัยทอง

  1. วิตามินซีและฟลาโวนอยด์ ลดอาการวูบวาบ
  2. วิตามินอี ลดอาการร้อนวูบวาบและช่องคลอดแห้ง
  3. วิตามินเอ ลดอาการเบื่ออาหาร
  4. วิตามินบีรวมและแมกนีเซียม ลดอาการซึมเศร้า หรือวิตกกังวล
  5. แคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง และช่วยป้องกันกระดูกพรุน

   หมายเหตุ ควรปรึกษาเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ

สมุนไพรช่วยลดอาการวูบวาบ

  1. เปปเปอร์มินต์ ซึ่งมีสรรพคุณเย็น ใช้แก้อาการร้อนวูบวาบ โดยชงเป็นชาดื่มเป็นประจำ หรือพกพาชนิดเป็นน้ำมันติดตัว เมื่อมีอาการให้หยดประมาณ 2-3 หยดลงบนทิชชู่ไว้สูดดม
  2. ชาโสม โดยใช้โสม1-2 แว่น แช่น้ำร้อนประมาณ 10 นาที ดื่มแต่น้ำจะทำให้กระปรี้กระเปร่า และช่วยลดอาการร้อนวูบวาบได้

บำบัดอาการวูบวาบด้วยน้ำมันหอม

     น้ำมันหอมระเหยที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายจากอาการร้อนวูบวาบได้แก่ เนโรลิ (neroli) แซนดัลวูด (sandalwood) ลาเวนเดอร์ (lavender) แคลรีเสจ (clary sage) โรสออตโต (rose otto) และเจอราเนียม (geranium) โดยหยดน้ำมันแครีเสจ 3 หยด โรสออตโต และเจอราเนียมอย่างละ 2 หยด ลงในอ่างอาบน้ำทุกวัน หรือสูดดมไอระเหยจากน้ำมันลาเวนเดอร์สัก 2-3 หยด จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น

Tip อาการวัยทองที่ควรไปพบแพทย์

  1. หากรอบเดือนเปลี่ยนแปลง ควรตรวจดูว่าเกี่ยวข้องกับภาวะหมดประจำเดือน หรือเพราะสาเหตุอื่น
  2. หากคุณมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ หรือภาวะกระดูกพรุน
  3. หากรู้สึกทนไม่ได้กับอาการต่างๆ ที่รักษาด้วยวิธีธรรมชาติแล้วไม่ได้ผล

 

 ปัจจุบันคนไทยมีพฤติกรรมการบริโภค รสเค็ม สูงขึ้น 2-3 เท่า ของปริมาณที่ร่างกายต้องการ ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มนั้น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต

 

          "ศ.นพ.เกรียง  ตั้งสง่า" ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าว ไว้ว่า จากข้อมูลล่าสุดพบว่าคนไทยเป็นโรคความดันโลหิตสูงขึ้น เป็น 21.4 % หรือ 11.5 ล้านคน โรคไต 17.5% หรือ 7.6 ล้านคน โรคหัวใจขาดเลือด 1.4% หรือ 0.75 ล้านคน และโรคหลอดเลือดสมอง (โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต) เป็น 1.1 % หรือ 0.5 ล้านคน ดังนั้นราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งทำหน้าที่เผยแพร่ให้ความรู้แก่ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณ สุข ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆ และเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดภาระโรค รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เกี่ยวกับโรคเรื้อรัง จึงได้จัดโครงการ “ลดเค็มครึ่งหนึ่ง คนไทยห่างไกลโรค” ภายใต้ “โครงการขับเคลื่อนรณรงค์เพื่อลดการบริโภคเกลือ (โซเดียม) ในประเทศไทย” ซึ่ง เป็นความร่วมมือของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย, สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย, สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย, สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย, มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย, สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์, กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการบริโภคอาหารรสชาติเค็ม

 

          ผศ. นพ. สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็มกล่าว ว่า คนไทยควรบริโภคเกลือไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน (โซเดียม 2,400 มิลลิกรัม) แต่จากการสำรวจพบว่า คนไทยบริโภคเกลือเฉลี่ย 10.8 กรัมต่อวัน (โซเดียม 5,000 มิลลิกรัม) ซึ่งสูงเป็น 2 เท่า ของที่ร่างกายควรได้รับ โดยร้อยละ 71 มาจากการเติมเครื่องปรุงรสระหว่างการประกอบอาหาร ซึ่งโดยปกติอาหารตามธรรมชาติก็มีเกลือเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว เมื่อมีการใช้เครื่องปรุงรสดังกล่าวปริมาณมาก จึงทำให้ปริมาณเกลือในอาหารสูงมากตามไปด้วย

 

          ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เมื่อปี 2552 พบว่า ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสที่ครัวเรือนคนไทยนิยมใช้กันมาก 5 ลำดับแรก คือ น้ำปลา ซีอิ้วขาว เกลือ กะปิ และซอสหอยนางรม โดยแหล่งอาหารที่พบเกลือสูง ได้แก่ 

 

                    - เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 6,000 มิลลิกรัม

 

                    - น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,160 - 1,420 มิลลิกรัม

 

                    - ซีอิ้ว 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 960 – 1420  มิลลิกรัม

 

                    - ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะมีปริมาณโซเดียม 1,150 มิลลิกรัม

 

                    - กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,430-1,490 มิลลิกรัม

 

                    - ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 420-490 มิลลิกรัม

 

          นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมการบริโภคอาหารมื้อ หลักของคนไทย  มากกว่าร้อยละ 30 จะซื้อกินนอกบ้านทั้ง 3 มื้อ โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานหรือใช้ชีวิตนอกบ้าน เช่น ข้าราชการ นักเรียน นิสิต-นักศึกษา พนักงานรัฐวิสาหกิจ และลูกจ้างทั่วไป และเป็นกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาล และมากกว่าร้อยละ 70 ซื้ออาหารกลางวันนอกบ้าน ส่วนชนิดอาหารที่รับประทานบ่อยในแต่ละวันประกอบด้วย ข้าวราดแกง ร้อยละ 88, อาหารจานเดียว/อาหารตามสั่ง ร้อยละ 45 และก๋วยเตี๋ยว ร้อยละ 31 ของประชากรทั้งหมดที่สำรวจ

 

          ส่วนพฤติกรรมการปรุงรสชาติของอาหารเมื่อต้อง รับประทานอาหารนอกบ้าน คือ นิยมเติมเครื่องปรุงรสเป็นนิสัย ร้อยละ 88  สำหรับการทำ “กับข้าว” ประเภทแกงจืด ผัดผัก และยำต่างๆ พบว่ามีการเติมเครื่องปรุงรสที่ให้รสเค็มในสูตรอาหารอยู่แล้ว ทั้งเกลือ น้ำปลา และซอสปรุงรสต่างๆ เมื่อวิเคราะห์ปริมาณโซเดียมในอาหารถุงปรุงสำเร็จ พบปริมาณโซเดียมเฉลี่ยต่อถุงอยู่ระหว่าง 815 - 3,527 มิลลิกรัม ส่วนปริมาณโซเดียมที่พบในอาหารจานเดียว เช่น ข้าวหน้าเป็ด ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู และข้าวคลุกกะปิ พบปริมาณโซเดียม 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค

 

          ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็มกล่าวแนะนำหลักในการลดปริมาณโซเดียม ได้แก่

 

                    1) หลีกเลี่ยงการใช้เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรสต่างๆ และผงชูรส (แม้ไม่เค็มแต่มีโซเดียมสูง) ในการปรุงอาหาร

 

                    2) หลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุง เช่น ปรุงรสเพิ่มในก๋วยเตี๋ยว  เติมพริกน้ำปลาในข้าวแกง เป็นต้น

 

                    3) หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม อาหารแปรรูป เช่น ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปลาแดดเดียว ปลาส้มแหนม ไส้กรอก กุนเชียง หมูหยองเป็นต้น

 

                    4) เลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติเช่น แกงส้ม ต้มยำ เพื่อทดแทนรสชาติเค็ม

 

                    5) น้ำซุปต่างๆ เช่นก๋วยเตี๋ยวมักมีปริมาณโซเดียมสูง ควรรับประทานแต่น้อย หรือเทน้ำซุปออกบางส่วน แล้วเติมน้ำเพื่อเจือจางลง

 

                    6) ตรวจดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภคบนฉลากของซอสปรุงรส อาหารสำเร็จรูป และขนมถุงเพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง

 

          อาหารรสชาติเค็มเป็นภัยเงียบที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง ความเคยชินในการรับประทานอาหารรสเค็มจัดของคนไทยปรับเปลี่ยนได้ยากแต่ไม่ใช่ ว่าเป็นไปไม่ได้ หากค่อยๆ ลดความเค็มทีละน้อย จะทำให้เกิดความเคยชินแล้วลิ้นของเราก็จะไม่โหยหารสเค็มอีกต่อไป เราจึงควรสร้างนิสัยการรับประทานอาหารอ่อนเค็มตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีตามมาด้วยชีวิตที่เป็นสุขปราศจากโรคภัยตามสโลแกน “ลดเค็มครึ่งหนึ่ง คนไทยห่างไกลโรค”

 

 

          - ข้อมูลเพิ่มเติม -

 

 

 

          เครือข่ายลดบริโภคเค็ม : ราชวิทยาลัยอายุร แพทย์แห่งประเทศไทย, สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย, สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย, สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย, มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย, สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์, กระทรวงสาธารณสุขโดยสำนักงานบริหารยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีชีวิตไทย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, สำนักบริหารกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค, สำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย, สำนักโภชนาการ กรมอนามัย, แผนงานเครือข่ายควบคุมโรคไม่ติดต่อ สำนักพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ, ฝ่ายวิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู หน่วยกายภาพบำบัดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย (ชมรมรักษ์หทัย), สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล, ภาควิชาโภชนวิทยา  คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย, เครือข่ายคนไทยไร้พุง และแผนงานเครือข่ายควบคุมโรคไม่ติดต่อ โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 

1. คอของเรา

        คอเป็นอวัยวะที่เชื่อมระหว่างศีรษะกับลำตัว ประกอบไปด้วยกระดูกต้นคอ 7 ชิ้น เส้นประสาทคอ กล้ามเนื้อ เส้นเลือด และเป็นทางผ่านของหลอดลมและหลอดอาหาร การที่คอเคลื่อนไหวได้ก็โดยอาศัยกล้ามเนื้อคอและการเคลื่อนไหวของกระดูกทั้ง 7 ชิ้นนี้ กระดูกคอจะทำหน้าที่ห้อมไขสันหลังและมีช่องระหว่างกระดูกคอให้เส้นประสาทผ่านออกมาเลี้ยงกล้ามเนื้อ

2. สาเหตุของการปวดคอปวดคอที่พบได้บ่อย

       1. อริยาบทหรือท่าทางที่ผิดปกติ

       2. ภาวะคอเคล็ด                                                                    

       3. ภาวะกระดูกคอเสื่อม

       4. ภาวะกระดุกคออักเสบ

       5. ภาวะเครียด

       6. อาการปวดคอที่เป็นการปวดร้าวมาจากอวัยวะอื่น

3. สัญญาณอันตรายของการปวดคอมีอะไรบ้าง

เมื่อมีอาการปวดคอร่วมกับอาการอื่นต่อไปนี้ ผุ้ป่วยควรปรึกษาแพทย์

        1. มีอาการปวดคอเป็นมานานกว่า 2 สัปดาห์

        2. อาการปวดคอภายหลังได้รับอุบัติเหตุ

        3. มีอาการอ่อนแรงของแขนและขา หรือมีอาการชา หรือปวดร้าวไปที่แขนร่วมด้วย

        4. มีอาการปวดข้อหรือข้ออักเสบอื่นๆของร่างกายร่วมด้วย

        5. มีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรืออาการเจ็บอกร่วมด้วย

        6. ไม่สามารถเคลื่อนไหวคอในทิศทางต่างๆ ได้เป้นปกติ

4. การวินิจฉัย


        แพทย์จะอาสัยประวัติและการตรวจร่างกายเป็นสำคัย การตรวจภาพทางรังสีอาจมีประโยชน์ช่วยประเมิณภาวะกระดุกคอเสื่อมหรือได้รับอุบัติเหตุบริเวรคอ โรครูมาตอยด์และโรคกระดูกอักเสบสันหลังยึดติด

5. การรักษาภาวะปวดคอ

         1. ระวังและหลีกเลี่ยงอริยาบทหรือท่าทางต่างๆ ที่ต้องมีการก้มเงยคอบ่อยๆ เมื่อมีอาการเมื่อนคอ ควรหยุดพักและบริหารกล้ามเนื้อคอประมาณ 2 - 3 นาที

         2. ใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือผ้าชุบน้ำร้อนประคบบริเวรคอ จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อหดเกร้งบริเวรคอได้

         3. รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ยาแก้ปวดลดการอักเสบที่มิใช่สเตียรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ

         4. การทำกายภาพบำบัด การใช้ปลอกคอ การใช้เครื่องอบไฟฟ้าและเครื่องช่วยนวด

         5. การบริหารกล้ามเนื้อคอเป้นส่วนสำคัญที่สุดในการรักษาอาการปวดคอ

         6. ออกกำลังกายหรือทำงานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายความเครียด

ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงอาจแบ่งได้เป็น โคเลสเตอรอลในเลือดสูง และ ไตรกรีเซอไรด์ในเลือดสูง

ผู้ที่มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูง
 

             1. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ไขมันสัตว์จะมีโคเรสเตอรอลสูง ควรหลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์ สมองสัตว์ ตับวัว ตับหมู หนังไก่หนังเป็ด ไข่แดง ไข่นกกระทา หอยแครง ปลาหมึก ไข่ปลา ฯลฯ ผู้ที่มีโคเลสเตอรอลสูงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโคเลสเตอรอลมากกว่า 200 มิลลิกรัม/อาหาร100 กรัม (ดังตาราง) และไม่ควรทานเกิน 300 มิลลิกรัม/วัน

             2. หลีกเลี่ยงไขมันพืชชนิดอิ่มตัว ได้แก่ ไขมันจากมะพร้าว (เช่นกะทิ) ไขมันปาล์ม(ในน้ำมันพืช หรือครีมเทียมใส่กาแฟ) ควรรับประทานไขมันไม่อิ่มตัว ได้แก่ น้ำมันมะกอก(ใส่ในอาหารหรือสลัด) น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเมล็ดทานตะวัน

             3. ทานอาหารประเภทผัก และผลไม้มากขึ้น จะช่วยลดการดูดซึมในลำไส้ของไขมันได้

             4. ถ้าน้ำหนักมากเกินไป ควรลดน้ำหนัก

             5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเผาผลาญพลังงานในร่างกาย

             6. งดสูบบุหรี่

 ผู้ที่มีไตรกรีเซอไรด์สูง

            - ควรลดการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ข้าว แป้ง น้ำตาล อาหารหวานจัด

                - งดการดื่มเหล้า สุรา ของมึนเมาทุกชนิด

ไข้หวัด

         ไข้หวัดเป็นการติดเชื้อของจมุก และคอ เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งรวมเรียกว่า Coryza viruses ประกอบด้วย Rhino-viruses เป็นสำคัญ เชื้อชนิดอื่นๆมี Adenoviruses, Respiratory syncytial virus เมื่อเชื้อเข้าสู่โพรงจมูก และคอ จะทำให้เยื่อบุจมูกบวมและแดง มีการหลั่งของเมือกออกมา แม้ว่าจะเป็นโรคที่หายเองใน 1 สัปดาห์ แต่เป็นโรคที่นำผู้ป่วยไปพบแพทย์มากที่สุดโดยเฉลี่ยเด็กจะเป็นไข้หวัด 6-12 ครั้งต่อปี ผู้ใหญ่จะเป็น 2- 4 ครั้ง ผู้หญิงเป็นบ่อยกว่าผู้ชายเนื่องจากใกล้ชิดกับเด็ก คนสูงอายุอาจเป้นปีละครั้ง

อาการ

          ผู้ป่วยส่วนมากจะมีอาการจาม น้ำมูกไหล โพรงจมูกตีบหรือตัน เจ็บคอ ไอ เสียงแหบ และอาการตามร่างกายทั่วๆไป เช่น ปวดศีรษะ มีไข้ ครั่งเนื้อครั่นตัว เป้นต้น โดยทั่วไปอาการเหล่านี้จะเป็นประมาร 1 สัปดาห์ ถ้าเป็นไม่มากอาจมีอาการ 2-3 วัน ในขณะกลุ่มที่มีอาการรุนแรงอาจจะมีอาการนานถึงสองสัปดาห์ได้ อาการเหล่านี้บางครั้งก็คล้ายกับไข้หวัดใหญ่ แต่ไข้หวัดใหญ่มักรุนแรงกว่า เช่น ปวดเมื่อยและไออย่างรุนแรง

 

 

การติดต่อ

          เชื้อหวัดเข้าสู่โพรงจมูกส่วนหน้าโดยติดมากับนิ้วมือเวลาที่แคะจมูก หรือสุดเอาละอองเสมหะจากการไอหรือจามของคนที่เป็นโรคนี้เข้าไป ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งเกิดอาการของโรคใช้เวลาประมาณ 8 -12 ชม. และจะเริ่มแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อ 10 -12 ชม. จากนั้นอาการจะแสดงมากสุดเมื่อได้รับเชื้อไปแล้ว 36-72 ชั่วโมง

การแพร่กระจาย

           1. มือของเด็กหรือผู้ใหญ่ที่สัมผัสเชื้อจากเสมหะของผู้ป่วย หรือสิ่งแวดล้อม แล้วขยี้ตาหรือเอาเข้าปากหรือจมูก

           2. หายใจเอาเชื้อที่ผู้ป่วยไอออกมา

           3. หายใจเอาเชื้อที่กระจายอยู่ในอากาศ

การรักษา

            1. ดื่มน้ำมากๆ ช่วยให้น้ำมูกหรือเสมหะใสขึ้น และทำให้ขับเสมหะได้ง่ายขึ้น

            2. พักผ่อนให้เพียงพอ และทำร่างกายให้อบอุ่น

            3. หลีกเลี่ยงการจามหรือสั่งน้ำมูกอย่างรุนแรง เพราะทำให้น้ำมูกที่มีเชื้อโรคเข้าไปในไซนัสได้ง่าย ทำให้เกิดการอักเสบ

            4. อยู่ในสถานที่ ที่อากาศถ่ายเทดี

            5. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีควันไฟ และควันบุหรี่

            6. รักษาด้วยยา เช่นยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ ยาลดบวมในโพรงจมูก ยาปฏิชีวนะ จะเริ่มให้เมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น น้ำมูกหรือเสมหะเป็นสีเขียว

การป้องกัน

            1. หลีกเลี่ยงที่ชุมชน เช่น โรงภาพยนต์ ภัตราคาร ในช่วงการระบาด

            2. ไอหรือจามให้ใช้ผ้าเช้ดหน้าหรือทิชชูปิดปาก

            3. ให้ล้างมือบ่อยๆ

            4. ไม่เอามือเข้าปากหรือขยี้ตาเพราะอาจนำเชื้อสู่ร่างกายได้

            5. อย่าอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรคหวัดเป็นเวลานาน

เนื้อหาอื่นๆ...

  1. ไข้เลือดออก

ผู้เยี่ยมชม

2180508
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
766
592
2724
2165067
5455
19655
2180508

ไอพี: 216.73.216.124
เวลา: 2026-04-08 17:03:19